พูดคุยกับผู้เขียนบท “วิปลาส” ละครเวทีที่กำลังถูกพูดถึงในโซเชี่ยล !!

วิปลาส3
ที่มา : กาสะลองการละคร ละครคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

“ถ้าชอบในการเขียนก็ให้พัฒนาการเขียนต่อไป ไม่ว่าจะมีคนอ่านเรื่องของเราหรือไม่ แต่นั่นก็เป็นการทำให้ฝันของเราเติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง อีกอย่างคืออย่าลืมที่จะวิ่งเข้าหาโอกาส บางทีจุดเริ่มต้นเล็กๆ อาจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่วันใดวันหนึ่ง”

คุณใบเตย-ดาริกานต์  โคตรชนะ ผู้เขียนบทละครเวที “วิปลาส”

 

เริ่มจากการเขียนไดอารี่ตอนประถม…

 

เนื่องจากว่าถูกปลูกฝังให้รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก คือคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้อ่านหนังสือทุกประเภทเลย จะเป็นการ์ตูนหรือนิยายก็ให้อ่านหมด ไม่ใช่เฉพาะหนังสือเรียนหรือหนังสือเชิงวิชาการ มันเลยทำให้เราได้จินตนาการ ได้คิดและเริ่มอยากมีงานเขียนเป็นของตัวเอง นอกจากนั้นก็เป็นคนชอบเขียน เริ่มจากเขียนไดอารี่ประจำวันตอนประถม ด้วยความเป็นเด็กก็จะเขียนทุกอย่างที่อยากเล่า อยากบอกลงในไดอารี่ไปหมด ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากเล่าเรื่องที่อยู่ในหัวออกมาให้คนอื่นเห็น

 

 

18670847_1516673608376248_2859640829135790854_n
คุณใบเตย-ดาริกานต์  โคตรชนะ ผู้เขียนบทละครเวที “วิปลาส”

 

 

 

 

จุดเริ่มต้น  วิปลาส ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชี่ยล

 

วิปลาส5
ที่มา : กาสะลองการละคร ละครคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

 

แรกเริ่มเลย ละครเรื่องวิปลาสเป็นความคิดของ พี่วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์ ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์บทละครเวทีของคณะมาไม่ต่ำกว่าสิบเรื่อง นอกจากนั้นก็ยังเป็นผู้ประพันธ์บทละครให้ทางช่อง 8 อีกด้วย ซึ่งพี่เขาได้คิดเค้าโครงเรื่องนี้มาจากข่าวฆ่าลูกบูชาพระอินทร์ พอมาเล่าให้น้องๆ ในทีมดารากายาฟัง พวกเราก็สนใจและเห็นด้วยที่จะทำเรื่องนี้เพื่อเป็นวิทยาทาน เพราะปกติละครเวทีประจำปีของคณะเราจะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และการสะท้อนสังคมเป็นแกนหลักอยู่แล้ว

 

 

รู้สึกอย่างไรกับกระแส “วิปลาส” ที่เกิดโซเชี่ยลตอนนี้

 

 

 

วิปลาส6
ที่มา : กาสะลองการละคร ละครคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

 

ความจริงคือไม่เคยคาดคิดว่ากระแสจะไปไกลขนาดนี้ เพราะจุดเริ่มต้นคือการที่เพื่อนในทีมคนหนึ่งคิดถึงการทำงานในกองละครของเราขึ้นมา เขาก็อยากจะเล่าประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นทำละครให้เพื่อนๆ ในทวิตเตอร์ได้อ่าน ซึ่งตอนนั้นมีคนติดตามแค่ไม่กี่คน ไม่มีเจตนาโปรโมทหรือมีจุดประสงค์แอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น พอเริ่มมีเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กที่ไม่มีทวิตเตอร์เกิดความสนใจ เขาก็เลยเอามาแชร์เพิ่มเท่านั้น ไม่คิดจริงๆ ว่าจะเกิดเป็นกระแสไวรัลขนาดนี้ แต่สิ่งที่เกิดบนโซเชี่ยลหลังจากที่มีผู้อ่านมากพอสมควรแล้วก็คือเหตุการณ์หน้าจอดับ ได้ยินเสียงต่างๆ นานา ขณะที่อ่าน แต่ตัวเราเองคิดว่าน่าจะเป็นเพราะจินตนาการของผู้อ่านเอง ทางทีมงานตกใจมาก พยายามบอกผู้อ่านว่าให้ใช้วิจารณญาณในการอ่าน พยายามมีสติรู้เท่าทันความคิดตัวเองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ถ้ากลัวก็ให้รู้จักความกลัว ไม่คิดไปเองจนกลายเป็นความงมงาย แต่เมื่อกระแสมันไปไกล เราก็คงควบคุมอะไรมากไม่ได้ เพราะผู้อ่านไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และตอนที่เราเล่าก็อาจจะเล่ารายละเอียดได้ไม่หมด จึงเกิดเป็นการจินตนาการและเข้าใจไปในทางที่ผิดไปจากที่เราจะสื่อ แต่ไม่ผิดที่ผู้อ่านจะตีความไปในแบบของตัวเอง เพราะทุกคนมีอิสระที่จะคิดหรือเชื่ออะไรก็ตาม

 

วิปลาสไม่ใช่แค่เรื่องของ การฆ่าลูกเพื่อบูชายัญ

 

เราอยากนำเสนอความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งที่มีมากเกินไปจนกลายเป็นความงมงายและทำให้เกิดการสูญเสียในที่สุด ซึ่งเมื่อดูเนื้อหาในละครเวทีแล้ว นอกจากเรื่องราวของการฆ่าลูกเพื่อบูชายัญเราก็ยังนำเสนอเรื่องของความงมงายอื่น คือการซื้อสินค้าที่มีการโฆษณาเกินจริง ชักจูงให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อในตัวสินค้าแบบผิดๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความงมงายค่ะ

 

 

จริงๆ แล้ววิปลาสไม่ควรมีคำว่าหลอนเพราะไม่ใช่ละครผี…

 

 

วิปลาส
ที่มา : กาสะลองการละคร ละครคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

 

คิดว่าที่มันหลอนจนกลายเป็นกระแสเพราะว่ามันถูกแชร์ไปเยอะ พอคนอ่านและเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วเอาไปเชื่อมโยงกันมากกว่า ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นมันพิสูจน์จากวิทยาศาสตร์ได้ เช่นหน้าจอค้างหรือดับ เพราะใช้งานโทรศัพท์ติดต่อกันนานเกินไป  สิ่งที่เราอยากนำเสนอจริงๆ คือเรื่องความเชื่อ ความงมงาย และทำให้สังคมตระหนักคิดว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีก รวมถึงหันไปให้ความสำคัญกับการรักษาอาการทางจิตเวชมากขึ้น สนับสนุนให้ผู้ป่วยกล้าที่จะไปพบจิตแพทย์ ประมาณนี้ค่ะ เรื่องที่เราเล่าก็เริ่มจากความบังเอิญ อย่างความบังเอิญที่ฝนตก เราก็แค่คุยกันว่าถ้าฝนตกก็คงจะดี ซึ่งถ้ามันไม่ตกก็ไม่เป็นไร ไม่ได้อยู่ในแผนที่คิดไว้ 100% อยู่แล้ว ซึ่งไม่กี่นาทีต่อมาฟ้าก็มืดและฝนก็ตกลงมา ส่วนเรื่องบังเอิญอื่นๆ ที่หยิบมาเล่าก็เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้เราประทับใจในระหว่างการทำงาน นึกถึงทีไรก็รู้สึกแปลกใจและทำให้ยิ้มได้เท่านั้นเอง

 

เรื่องราวหลังเวที…

 

ส่วนเรื่องเล่าที่เรียกกันว่าหลอนจริงๆ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่โรงละครของคณะค่ะ ซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณที่ถูกพูดต่อกันมาก็คือทุกทีมีบางสิ่งอาศัยอยู่ อย่างเช่นเรามีศาลพระภูมิไว้ที่บ้านแต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกวิญญาณมีจริงหรือเปล่า โดยเฉพาะในยุคสมัยของเราที่ความเชื่อเล่านั้นเริ่มจางหายไปแล้ว แต่สิ่งที่ทีมงานบางคนเจอมากับตัวแล้วเอามาเล่าด้วยความกลัวมันก็สามารถทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าของแบบนี้ไม่เจอเองคงไม่รู้ เราเองไม่ได้มีเซ็นส์หรือเคยเจอกับตัวมาก่อน เราแค่เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ อย่างเช่นในการแสดงรอบสุดท้าย น้องที่แสดงเป็นเด็กหญิงวิ่งออกมาจากหลังเวทีหน้าตาตื่น ร้องไห้ไม่หยุด ตอนแรกไม่คิดอะไรมาก คิดแค่ว่าน้องคงยังไม่ออกจากบท เพราะเล่นฉากดราม่ามา และเพราะน้องคนนี้โดยปกติแล้วเป็นคนที่สดใส ไม่อินกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว แต่พอถามไปถามมา น้องบอกว่ามีเสียงกระซิบข้างหูเรียกชื่อ “ลูกจันทน์… จันทนา” ซึ่งเป็นชื่อของตัวละครที่ถูกฆ่า ตอนนั้นเราไม่รู้จริงๆ ว่ามีหรือเปล่า คิดแค่ว่าสงสารน้องจับใจเพราะเราเป็นคนเห็นสีหน้าและแววตาของน้องว่ากลัวขนาดไหน แต่พอเรื่องนี้ถูกแชร์ลงไปในโซเชียล กลายเป็นว่าถูกโจมตีเพราะเราเขียนเรื่องไม่ให้งมงายแต่กลับกลายว่าเรางมงายเสียเอง บ้างก็บอกว่าคนฆ่ายังไม่ทันเสียชีวิตเลย แล้วจะมีเสียงคนกระซิบได้อย่างไร แต่ถ้าเราจะบอกว่าเป็นเสียงจากสิ่งที่อยู่ในโรงละครก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้อีก

 

ฉากตลก คือ ฉากที่ยากที่สุด…

 

สำหรับฉากที่คิดว่ายากที่สุดน่าจะเป็นฉากตลก เพราะส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ค่อยถนัดตลกเท่าไหร่ จะไปทางดราม่าและโรแมนติกมากกว่า แต่โชคดีที่ทีมดารากายาเรามีพี่วิสกี้ ที่มีประสบการณ์การทำงานด้านนี้มามากและฝึกสอนทีมดารากายามาตลอด  ทำให้เราร่วมกันเรีนรู้และพัฒนาบทให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ส่วนฉากที่หลอนที่สุดน่าจะเป็นฉากที่เด็กหญิงถูกฆ่า ส่วนตัวคิดว่ามันสยองมากกว่าหลอน เพราะไม่ใช่ละครผี ด้วยความที่เราอยู่กับมันมาตลอด ตั้งแต่คิดเนื้อเรื่อง สร้างตัวละคร เราเลยชินกับการถ่ายทอดจากจินตนาการออกมาฉายบนเวที

 

 

ผลงานของ ดารากายา …

 

 

วิปลาส4
ที่มา : กาสะลองการละคร ละครคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

 

ตอนนี้ทีมดารากายาก็ได้จบการศึกษาและแยกย้ายกันไปตามทำงานแล้ว จึงยังไม่มีผลงานใหม่ๆ จากนามปากกา “ดารากายา” โดยตรง แต่ละครเวทีที่ดารากายาและพี่วิสกี้ เลอ ฟองเบียร์ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมามีทั้งหมด 5 เรื่องด้วยกัน ซึ่งสามารถติดตามย้อนหลังได้ในเฟซบุ๊ก “กาสะลองการละคร ละครมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น”

นอกจากนั้นยังมีทีมงานในส่วนบทละครและนักแสดงจากกาสะลองการละครที่ได้เข้าไปช่วยทำละครเวทีเรื่องใหม่ ๆ ให้กับชมรม “แคนละคร” ซึ่งจะเปิดม่านการแสดงเร็ว ๆ นี้ ก็อยากให้ติดตามผลงานกันต่อไปค่ะ

 

ความฝันที่เติบโต…

 

สำหรับคนชอบเขียน คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ชอบเล่าเรื่อง อยากฝากไว้ว่าถ้าชอบในการเขียนก็ให้พัฒนาการเขียนต่อไป ไม่ว่าจะมีคนอ่านเรื่องของเราหรือไม่ แต่นั่นก็เป็นการทำให้ฝันของเราเติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง อีกอย่างคืออย่าลืมที่จะวิ่งเข้าหาโอกาสนะคะ บางทีจุดเริ่มต้นเล็กๆ อาจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่วันใดวันหนึ่ง การเขียนบทหรือการทำงานเขียน อันดับแรกที่นึกถึงคือควรมีทักษะการอ่านค่ะ เมื่อเราได้อ่านก็เท่ากับได้ใส่ข้อมูลลงไปในหัว ซึ่งจะทำให้เราสามารถพัฒนาและต่อยอดการเขียนของเราให้ดีขึ้นได้ค่ะ ต่อมาก็คือทักษะการเขียน รวมถึงการใช้ภาษาให้ถูกต้อง นอกจากนั้นก็ควรจะมีความรู้เรื่องที่จะเขียนอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะจากการอ่าน การดู หรือการฟังก็เป็นแหล่งความรู้ได้หมด ส่วนแนวคิดที่สำคัญน่าจะเป็นการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา ถ้าเราเปิดใจกว้างและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ นั่นคือโอกาสที่จะทำให้เรารับข้อมูลที่ดีและถูกต้อง ซึ่งเราจะนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการเขียนได้ดีเช่นกัน

Advertisements

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.