“สาวไทยแก้มแดง” VS “คุณแม่วัยใส” กับอีกมุมในสังคมไทย ที่ไม่ได้ใส่ไว้ในแคมเปญ

 

เมื่อวาน ผู้เขียนได้มีโอกาสดู มิวสิควิดีโอสาวไทยแก้มแดงของคุณตู่ ภพธร ที่ทาง รัฐบาล ได้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายคือคุณแม่ที่อายุ 20-34 ปี

 

 

ในขณะเดียวกัน โครงการคุณแม่วัยใส ที่ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ก็รณรงค์กันมาเป็นสิบๆ ปี ก็ยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

“มันกลายเป็นความย้อนแย้งในสังคม”

คนที่สังคมมองว่ายังไม่พร้อม เช่น เรียนไม่จบ งานการไม่มั่นคง กลับท้องได้ท้องดี ถ้าไม่คุมกำเนิดก็มีลูกหัวปีท้ายปี

ในขณะที่ คนที่สังคมมองว่าพร้อม เรียนจบสูงๆ มีฐานะ การงานมั่นคง พร้อมที่จะเลี้ยงบุตรหลานให้เติบโตมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ กลับไม่ท้อง อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย มีสาวสวยโปรไฟล์ดีหลายคนยังไม่ได้แต่งงานด้วยซ้ำ


ถามว่า รัฐบาลจะรณรงค์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือ?

นี่เรากำลังแก้ปัญหากันถูกจุดหรือเปล่า?

เราใช้งบในการสร้างแคมเปญเพื่อเผยแพร่ความรู้ แล้วข้อความเหล่านั้นไปถึงประชากรได้สักกี่คน? และมีสักกี่คนตระหนักและเข้าใจในสิ่งที่แต่ละแคมเปญต้องการสื่อ?


แคมเปญความรู้ต่างๆ เปรียบเหมือนทฤษฎี รับรู้ใส่สมอง แต่ในทางปฏิบัติ คนวัยเจริญพันธุ์ กลับมีกำแพงที่มองไม่เห็นคอยปิดกั้น ไม่ให้คนไทยมีลูกเมื่อพร้อม กำแพงที่ว่า คือ “ครอบครัว” ของแต่ละคน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนว่าแคมเปญนั้นจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน

thaihealth_c_gmotvyz23467

ถ้าจะรณรงค์คน gen Y & Z ซึ่งเป็นวัยเจริญพันธุ์อย่างเดียวก็ไม่ถูก นริศรา ศรีจันทราพันธุ์ editor แห่งแคนทีนดอทคอม กล่าวว่า ถ้าคิดจะให้ความรู้ ต้องปรับทัศนคติของคนวัย gen X และ Baby boom ที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองของคนวัยเจริญพันธุ์ รวมถึง คน Gen Y ที่กำลังจะเป็นพ่อแม่ของคนเจนฯต่อไปในอนาคตด้วย ว่า “ครอบครัวที่จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีครอบครัวของลูกหลาน” ควรมีลักษณะอย่างไร

love-2303532_1920

  เริ่มกันที่ ปัญหาของสาวๆวัย 30 ที่ยังไม่มีลูกไม่มีผัว กันบ้าง ว่าครอบครัวก่อกำแพง ต่อการเจริญพันธุ์ของพวกเธออย่างไร

  1. “ลูกสาวที่เรียนเก่งๆ จบสูงๆ คือความภาคภูมิใจของครอบครัว”

ถามว่าถ้าการที่คนๆ หนึ่งจะเรียนสูง จะต้องทำอะไรบ้าง อ่านหนังสือ ติวหนังสือ จดจ่อกับตำรา เคร่งเครียด เพื่อเป้าหมายทางการศึกษา ผู้หญิงโปรไฟล์ดีหลายคน มีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพและการเข้าสังคม

เธอได้รับการยกยอปอปั้นจากครอบครัวว่า เรียนเก่งคือสิ่งดีงาม แต่ในขณะที่ การแต่งหน้าแต่งตัว การพูดจาเข้าสังคม กลับไม่ได้รับการสังเกต เธอหลายคนจึงกลายเป็นเด็กเนิร์ดในสังคม หรือไม่ก็ถูกอวยจน หลงตัวเองสุดโต่ง ว่าสิ่งที่เธอมีอยู่ คือดีแล้ว เริ่ดแล้ว แต่ในสายตาของคนรอบข้าง มันดูไม่เห็นจะน่ารักเลย

  1. “พ่อแม่บางคนไม่อนุญาตให้ลูกมีแฟน”

หลายคนอายุปาเข้าไป 30 กว่าแล้ว พ่อแม่ยังไม่อนุญาตเลย คุณพ่อวัยเบบี้บูมยังติดภาพพ่อกำนัน ควงปืนหวงลูกสาวในหนังยุคมิตร ชัยบัญชา ถามว่า ผู้ชายยุคนี้ ที่พ่อแม่เขาก็เลี้ยงลูกอีกแบบ เขาจะทนไหม ยิ่งผู้หญิงสวยน่ารัก นิสัยดีมีเยอะมากเกลื่อนเมือง ถ้าไร้สาระเกินไปเขาก็เผ่นนะคะ

  1. “พ่อแม่ที่คาดหวังให้ลูกต้องเลี้ยงดู ให้เงินเดือนเยอะๆ”

ลูกหลายคน ให้เงินเดือนพ่อแม่แต่ละเดือนเยอะมาก เพราะพ่อแม่ต้องเอาไปโม้กับเพื่อนว่า ลูกชั้นทำงานได้เงินดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถามว่า ตัวลูกเองจะมีเงินเก็บเท่าไหร่ ลูกจะมีเงินเพื่อบำรุงบำเรอความสวยความงามของตัวเองมากน้อยแค่ไหน พ่อแม่บางคนไม่เคยสนใจตรงนี้เลย

การทำงานหนักหาเงินให้ได้เยอะ ม้นต้องแลกกับอะไร… ไหนจะความเครียด ไหนจะภาระ ซึ่งกว่าที่ฐานะของพวกเธอจะพร้อม เธอก็อาจจะแก่เกินไปจน ร่างกายของเธอก็อาจจะไม่พร้อมแล้วก็เป็นได้

  1. “พ่อแม่ไม่สอนเรื่องความสัมพันธ์”

มองแค่ว่าการเป็นแฟนกัน คือการ “ซั่มกัน” อย่างเดียว ทั้งที่ความจริง มันมีบทเรียนหลายอย่างที่ควรรู้ ทั้งการปรับตัว การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การรู้จักตนเอง และรู้จักว่าคนแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเอง ลูกสาวเลยกลายเป็นสาวใสซื่อ ไม่ทันคน โดนหลอก สุดท้ายก็ลงเอยกับใครไม่ได้ หรือแม้แต่การที่พวกเธอเป็นคนไม่แคร์ใคร ฉันอยู่ของฉันคนเดียวก็ได้ไม่เห็นจำเป็นต้องแคร์ ไม่เห็นความสำคัญของครอบครัว คู่ชีวิต เพราะชั้นเซลฟ์ ชั้นหาเลี้ยงตัวเองได้

  1. “บทเรียนเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่ได้รับการสั่งสอนแบบทางสายกลาง”         ครอบครัวไหนที่รักมากอบอุ่นมาก ก็จะมีคนดียุคเบบี้บูมอย่างคุณพ่อเป็นไอดอล ซึ่งหายากมากในสมัยนี้ ในขณะที่ครอบครัวที่แตกแยก ผู้หญิงมีอิสระในความคิด เธอจึงไม่เห็นความสำคัญของการมีครอบครัว
  2. “ครอบครัวทำให้พวกเธอเป็นลูกที่ไม่อยากมีลูก”

เชื่อว่าลูกหลายคนเติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า “เราเกิดมาทำไม” เราถูกบังคับในยุคที่โลกมีแต่ความอิสระเสรี เราถูกกดดันให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ คุณค่าของเราอยู่ที่ว่าสิ้นเทอมเราสอบได้ที่เท่าไหร่ เราเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ เราทำงานได้เงินเดือนเท่าไหร่ ถามว่า มันคือสิ่งที่เราต้องการหรือไม่…ก็ไม่ใช่

นั่นคือการเลี้ยงลูกของคนยุคเก่า ซึ่งบริบทสังคมเมื่อ 50 ปีก่อนมันสามารถทำได้ แต่ในยุคถัดมามันไม่สามารถทำได้ บางคนจึงไม่อยากมีลูกเพราะ “ฉันไม่อยากให้คนที่ฉันรักต้องเกิดมาพร้อมกับความกดดันอย่างที่ฉันเคยเจอ” หรือบางคนก็เลี้ยงลูกอย่างให้อิสระเกินไป จนกลายเป็นเด็กที่ขาดวินัยอย่างที่เราเห็นในหลายครอบครัว

  1. “สังคมนี้ไม่ปลอดภัยพอที่จะให้คนที่เรารักเติบโต”

คนชั้นกลางที่มีการศึกษา แต่ไม่ได้มีเงินมากมายถึงขั้นอยู่ในหมู่บ้านราคาแพง ส่งลูกเรียนในโรงเรียนที่มีระบบรักษาความปลอดภัยชั้นเลิศ เสพข่าวทุกวัน ย่อมตระหนักว่าสังคมยุคนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนเมื่อก่อนจริงๆ เราจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าการส่งลูกขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน เขาจะกลับบ้านมาปลอดภัย ทั้งคนโรคจิต อาชญากร ยาเสพติด ยังมีอยู่เต็มเมือง

hipster-839803_1920

ทีนี้มาดูแบคกราวน์ครอบครัวคุณแม่วัยใสกันบ้าง

  1. ครอบครัวที่พ่อแม่ไม่กอด

เธอถึงต้องไปหาอ้อมกอดของคนอื่น ไม่เห็นแบบอย่างของครอบครัวที่ดี โดยมากพ่อแม่ของพ่อแม่วัยใส ก็เคยเป็นพ่อแม่วัยใสมาก่อนเหมือนกัน

  1. ตัวอย่างให้ลูกเห็น

เช่น พ่อแม่เป็นคนที่เปลี่ยนคู่ไปเรื่อย มีเซ็กซ์เป็นเรื่องปกติ

  1. ไม่สอนให้ลูกรู้จักการป้องกัน

ไม่เชื่อลองไปถามเด็กวัย13-14 ดูสิ ว่ามีครอบครัวไหนสอนลูกรู้จักถุงยางอนามัยบ้าง พ่อแม่ยังมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย ต้องห้าม ไม่พูดถึง โดยไม่รู้จักการสอนลูกอย่างมีจิตวิทยา อย่างน้อยถ้าไม่ป้องกันเรื่องท้อง ก็ป้องกันเรื่องโรคติดต่อก็ได้

  1. พ่อแม่ที่สอนค่านิยมให้ลูกสาวจับผู้ชายที่มีฐานะดีกว่า

พูดไปก็เหมือนนิยาย ยุคนี้ยังมีอยู่นะคะ พ่อแม่ที่ตื่นตาตื่นใจกับสมบัติของแฟนลูก ซึ่งพ่อแม่แบบนี้ไม่ได้คาดหวังให้ลูกสบายหรอกค่ะ แต่เขาคาดหวังให้ตัวเองสบายต่างหาก

  1. ไม่มีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่เป็นดีๆ ไว้เป็นแบบอย่าง

น้องๆ กลุ่มนี้น่าสงสารที่สุด เธอโตมาในสังคมที่ไม่มีใคร พ่อแม่ดีๆ ก็ไม่มี ผู้ปกครองที่เลี้ยงดูก็เลี้ยงไปอย่างวันๆ ไม่สร้างแรงบันดาลใจ ไม่จุดประกายให้เด็กใฝ่ดี แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า เรื่องนี้คนในสังคมเราสามารถช่วยเด็กได้นะคะ แค่คุณไม่เพิกเฉยต่อเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทำให้เขาเห็นข้อดีของการ “ใฝ่ดี” ความขยัน อดทน

  1. เด็กไม่ได้รับการยอมรับในทางที่ถูก

สังคมไทยยังขาดความรู้เรื่อง individual differences หรือ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่วนมากเรายังประเมินเด็กจากผลการเรียน ความสวยหล่อ ความสามารถพิเศษแบบพื้นฐาน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เด็กต้องการการยอมรับในเรื่องที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่านั้น เด็กที่สังคมประเมินและให้คำนิยามว่า “แรด” จึงหาทางได้รับการยอมรับจาก ยอดไลค์และคอมเม้นต์ คลิปวิดีโอท่าเต้นยั่วๆ แต่งตัวโป๊ๆ และคำเยินยอจากผู้ชายที่หวัง Fun พวกเธอเท่านั้น

7. พ่อแม่ของวัยรุ่น เห็น Infographic และสื่อเหล่านี้บ้างไหมคะ

thaihealth_c_behklmtuy469

หากได้เห็น แล้วคุณคิดตามได้มากน้อยแค่ไหน สื่อออกมาพยายามทำให้เข้าใจง่าย แต่กลับไม่ถูกนำไปปรับใช้ หลายความรู้และข้อมูลดีๆ ได้รับการสื่อสารแบบมองแค่ผ่านตา แต่ไม่ได้รับการคิดวิเคราะห์ ในขณะที่ข่าวผัวๆเมียๆ ข่าวดารา วิเคราะห์กันอย่างจริงจังราวกับอยู่ใต้เตียงเขาเอง

เรื่องครอบครัวเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนค่ะ คนที่เป็นพ่อแม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะเลี้ยงลูกเป็น ถ้าจะรณรงค์ให้มีลูกเมื่อพร้อมอย่างได้ผลทุกองศา ควรลงรายละเอียดย่อยไปถึงครอบครัว ซึ่งเป็นเบ้าหลอมเด็กผู้หญิงแต่ละคนค่ะ

 

เรื่อง: นริศรา ศรีจันทราพันธุ์ (Master of Training & Development, Griffith University)

ภาพ: Pixabay, สสส.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.