วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ปลอดภัยและป้องกันได้จริงหรือ???

      คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประตาป สิงหศิวานนท์ (ขวา) คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน จัดงานแถลงข่าว “วัคซีนไข้เลือดออก : จุดเปลี่ยนประเทศไทยเพื่อการป้องกันแบบองค์รวม”

โดยมี นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล (กลาง) รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดล่าสุดของไข้เลือดออก และ รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย อธิบายถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนไข้เลือดออก

ความรุนแรงและผลกระทบจากโรคไข้เลือดออก

ปัจจุบัน โรคไข้เลือดออกโดยมียุงลายเป็นพาหะ ยังคงเป็นโรคที่น่ากลัวและเป็นโรคที่เฉียบพลัน ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกอาจมีอาการรุนแรง นำไปสู่ภาวะเลือดออกและภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะต่างๆ เช่น อาการทางสมอง หรือ ตับ เป็นต้น จนกระทั่งเสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

       รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ในรอบสิบปีที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกจะลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่เรากลับพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ ขณะนี้มีงานวิจัยบ่งชี้ว่ากลุ่มผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการก็มีจำนวนที่สูงมากประมาณ 3 เท่าของผู้ป่วยที่มีอาการ ที่สำคัญและน่าเป็นห่วงคือ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถแพร่เชื้อผ่านยุงลายไปยังผู้อื่นได้มากกว่า 10 เท่า ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับการป้องกันในระดับสาธารณสุขของประเทศ”

ในแง่ของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศในด้านเศรษฐกิจนั้น ประเทศไทยสูญเสียเงินไปกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคไข้เลือดออกสูงมากถึง 290 ล้านบาท ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนิเซีย

 สถานการณ์การระบาดล่าสุดของไข้เลือดออกในประเทศไทย

  •       โรคไข้เลือดออกพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปีทั่วประเทศโดยเฉลี่ย 80,000 – 100,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิต 70 – 100 รายต่อปี โดยในรอบสิบปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีอายุระหว่าง 5-24 ปี
  •        นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เชื้อไวรัสเดงกี่ทุกสายพันธุ์มีการหมุนเวียนสลับกันไปแล้วแต่ช่วงเวลา ในขณะที่มีการตรวจพบลูกน้ำยุงลายในทุกพื้นที่ของประเทศไทยในระดับที่ค่อนข้างสูงกว่าเกณฑ์
  •        ตั้งแต่ 1 มกราคม – 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกทั่วประเทศรวม 29,844 ราย
  •       อัตราป่วยยังคงสูงสุดในเด็กอายุ 5 – 14 ปี รวมทั้งวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 15 – 24 ปี
  •       พบว่าผู้เสียชีวิตมีสัดส่วนเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โดยพบผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 24 ราย ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเสียชีวิต 17 ราย
  •      ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ การไปรับการรักษาช้า ซื้อยา แก้ปวดลดไข้ในกลุ่ม NSAID มารับประทานเอง มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ เช่น ภาวะอ้วน มีโรคเรื้อรังร่วมด้วย

      นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับการใช้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการระบาดสำหรับประชาชนนั้น กรมควบคุมโรค ยังต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยใช้ข้อมูลความชุกต่อการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ในประชากรไทยกลุ่มต่างๆที่มีอยู่ก่อนแล้ว มาประกอบการพิจารณาเพื่อหากลุ่มอายุที่เหมาะสมในการให้บริการวัคซีน รวมถึงยังต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในภาพรวมของประเทศ และผลกระทบเชิงงบประมาณที่จะเกิดขึ้นเมื่อนำวัคซีนมาใช้ด้วย โดยขณะนี้ กรมควบคุมโรคอยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลดังกล่าว

mosquito-1332382_1280

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ปลอดภัยและป้องกันได้แค่ไหน

      รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า “วัคซีนไข้เลือดออก เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกสูง เพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและเจ็บป่วย ซี่งวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ สามารถช่วยป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ได้มากกว่าครึ่ง คือ 65.6% และป้องกันการเกิดไข้เลือดออกแบบรุนแรงได้ถึง 93.2% และป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 80.8%”

เมื่อฉีดเข้าร่างกายจะสามารถกระตุ้นและสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้เลือดออกเดงกี่ได้ วัคซีนนี้ประกอบด้วยเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ เมื่อฉีดเชื้อเข้าไปจึงสามารถป้องกันเชื้อนี้ได้ครบทั้ง 4 สายพันธุ์ และวัคซีนตัวนี้กำหนดให้มีการฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง เว้นระยะ 6 เดือนและ 12 เดือนตามลำดับ โดยการฉีดแต่ละครั้งจะทำให้ภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเข็มที่ฉีด

 

“ที่น่าสนใจคือ มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว เมื่อได้รับวัคซีนไข้เลือดออก สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้มากถึง 81.9% ต่างจากผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งพบว่าสามารถป้องกันได้ 52.5%

เรื่องนี้อธิบายได้ว่า เนื่องจากวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเกิดจากการผสมกันระหว่างวัคซีนเชื้อไข้เหลือง (ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้มาหลายสิบปีด้วยความปลอดภัย) แล้วมาพ่วงกับชิ้นส่วนของเชื้อไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ จึงไม่ใช่วัคซีนที่เป็นเชื้อไข้เลือดออกล้วนๆ และเป็นวัคซีนที่ไม่ก่อโรคแต่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ ต่างจากการติดเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งจากยุงลาย ซึ่งถือเป็นเชื้อที่ก่อโรคได้ และการฉีดวัคซีนนี้เหมือนการกระตุ้นความจำของร่างกายดังนั้นคนที่เคยติดเชื้อเดงกี่มาก่อน ไม่ว่าจะกี่สายพันธุ์ก็ตาม วัคซีนที่ฉีดก็จะเรียกความจำคืนมาทำให้ได้ผลดีกว่าคนที่ไม่เคยติดเชื้อเดงกี่มาก่อน

     ผลการศึกษาดังกล่าวจึงพิสูจน์ให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนั้นไม่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก และไม่ถือเป็นการติดเชื้อโดยธรรมชาติเหมือนจากยุงกัด จึงมีความปลอดภัยและมีประสิทธิผลในการป้องกันโรค ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ป้องกันโรคไข้เลือดออก เดงกี่ในประเทศที่มีการระบาดสูง นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนยาอีก 17 ประเทศ ให้การรับรองขึ้นทะเบียนยาได้เพื่อนำวัคซีนไข้เลือดออกนี้มาใช้ป้องกันโรคไข้เลือดออกได้” 

 

จริงหรือไม่: หากฉีดวัคซีนไข้เลือดออกให้กับผู้ที่เคยติดเชื้อเดงกี่มาก่อนแล้ว อาจทำให้อาการไข้เลือดออกรุนแรงมากขึ้น

ในส่วนของความเชื่อเกี่ยวกับภาวะ antibody-dependent enhancement (ADE) ซึ่งหมายถึงว่า หากร่างกายมีภูมิต่อเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนแล้ว เมื่อมาเจอเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์อื่นๆ อีกครั้ง จะทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ หากเคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว การฉีดวัคซีนก็เปรียบเหมือนการติดเชื้อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม…นั้น ข้อสันนิษฐานนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง โดย รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี อธิบายว่าผลจากการทำการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยของวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 30,000 ราย เป็นระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ยังไม่พบ

เหตุการณ์ที่รุนแรงแบบภาวะ ADE ดังกล่าวข้างต้นเลย ในทางกลับกันผลการศึกษาวิจัยกลับพบว่าเมื่อฉีดวัคซีนในผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนแล้ว วัคซีนกลับยิ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นและมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคเพี่มขึ้นอีกด้วย

รูปภาพเพิ่มเติม

ภาพที่ 1

รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

ภาพที่ 2

รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์

นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

ภาพที่ 3

นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค

Advertisements

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.